Get Adobe Flash player
ยินดีต้อนรับ, บุคคลทั่วไป
ชื่อสมาชิก รหัสผ่าน:

การสอนประวัติศาสตร์
(1 จำนวนผู้เยี่ยมชม) (1) บุคคลทั่วไป
ยินดีต้อนรับสู่ กระดานสนทนา ระบบนิเทศออนไลน์ สพป.อุตรดิตถ์ เขต 2!

เชิญชวนผู้ที่ยังไม่ได้เป็นสมาชิกเว็บไซต์ ลงทะเบียนเป็นสมาชิกกับเว็บไซต์ของเรา และยินดีต้อนรับสมาชิกใหม่ทุกท่าน และหวังว่าทางเราจะได้รับใช้คุณเยี่ยงนี้ตลอดไป
  • หน้าที่:
  • 1

กระทู้: การสอนประวัติศาสตร์

การสอนประวัติศาสตร์ 16 ก.ค. 2012 14:44 #1

สาระที่ 4 ประวัติศาสตร์
สาระการเรียนรู้ “ประวัติศาสตร์” ตามหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2544 สิ่งที่ครูผู้สอนหรือผู้นิเทศภายในสถานศึกษา จะต้องทำความเข้าใจให้ตรงกันเป็นอันแรก ได้แก่ มาตรฐานการเรียนรู้สาระประวัติศาสตร์ มีมาตรฐานที่สำคัญ 3 ข้อ ดังนี้
มาตรฐาน ส 4.1 เข้าใจความหมาย ความสำคัญของเวลา และยุคสมัยทางประวัติศาสตร์ สามารถใช้วิธีการทางประวัติศาสตร์ บนพื้นฐานของความเป็นเหตุเป็นผลมาวิเคราะห์เหตุการณ์ต่างๆ อย่างเป็นระบบ
มาตรฐาน ข้อนี้ เน้นให้ผู้เรียนมีความรู้และเข้าใจสามารถใช้วิธีการทางประวัติศาสตร์บนพื้นฐานของความเป็นเหตุเป็นผลมาวิเคราะห์ ฯ
มาตรฐาน 4.2 เข้าใจพัฒนาการของมนุษยชาติจากอดีตจนถึงปัจจุบัน ในแง่ความสัมพันธ์และการเปลี่ยนแปลงของเหตุการณ์อย่างต่อเนื่อง ตระหนักถึงความสำคัญและสามารถวิเคราะห์ผลกระทบที่เกิดขึ้น
มาตรฐาน ข้อนี้ เน้นให้ผู้เรียนมีความรู้ ความเข้าใจพัฒนาการของมนุษยชาติจากอดีตจนถึงปัจจุบัน ในแง่ความสัมพันธ์และการเปลี่ยนแปลงของเหตุการณ์อย่างต่อเนื่อง ฯ
มาตรฐาน 4.3 เข้าใจความเป็นมาของชาติไทย วัฒนธรรม ภูมิปัญญาไทย มีความภาคภูมิใจและธำรงความเป็นไทย
มาตรฐาน ข้อนี้ เน้นความเข้าใจความเป็นมาของชาติไทย ฯ
กรอบความคิดการจัดการเรียนรู้ให้แก่ผู้เรียน “สาระประวัติศาสตร์”
1. เวลาและช่วงสมัยทางประวัติศาสตร์
2. วิธีการทางประวัติศาสตร์
3. พัฒนาการของมนุษย์
4. เหตุการณ์สำคัญ
5. ความเป็นมาของชาติไทย
6. บุคคลสำคัญของชาติไทย
7. วัฒนธรรมและภูมิปัญญาไทย
แนวทางการพัฒนาการเรียนการสอนประวัติศาสตร์ไทยในสถานศึกษา
1. สถานศึกษาร่วมกันวิเคราะห์หลักสูตรประวัติศาสตร์ไทยและนำไปจัดทำคำอธิบายรายวิชา หน่วยการเรียน เขียนแผนการสอน และเตรียมการสอนแต่ละครั้ง
2. จัดทำ/พัฒนาหลักสูตรประวัติศาสตร์ที่สอดคล้องกับท้องถิ่น
3. ผู้บริหารสถานศึกษาบริหารจัดการและส่งเสริมการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนประวัติศาสตร์ไทย ที่กระทรวงศึกษาธิการประกาศใช้ ปรับปรุง และนิเทศภายใน ครูในสถานศึกษาให้ปรับเปลี่ยนแนวคิด เทคนิคการสอนโดยการเน้น การสร้างค่านิยม ปลูกฝังทัศนคติที่ดีต่อเนื้อหาสาระประวัติศาสตร์ ให้เกิดความรักภาคภูมิใจในบรรพบุรุษไทยในอดีต
4. สถานศึกษา/ครูร่วมกันสร้างสื่อ นวัตกรรมการสอนประวัติศาสตร์ไทย/จัดหาเอกสารอ้างอิงการเรียนการสอนประวัติศาสตร์
5. ส่งเสริมการเรียนรู้จากโครงงานประวัติศาสตร์
6. รวบรวมและจัดระบบข้อมูลแห่งการเรียนรู้ภูมิปัญญาท้องถิ่นทางประวัติศาสตร์ของท้องถิ่น นำมาใช้ในการเรียนการสอน
7. ส่งเสริมให้ผู้เรียนเขียนประวัติศาสตร์ในท้องถิ่น เช่น ประวัติตนเอง/ครอบครับ/หมู่บ้าน/ตำ/ตำบล ตามที่เห็นเหมาะสม
8. จัดกิจกรรมวันสำคัญทางประวัติศาสตร์ไทย
9. ผู้บริหาร / ครูทำวิจัยในชั้นเรียนเกี่ยวกับการพัฒนาการสอนสาระประวัติศาสตร์ผู้สอน
สาระการเรียนรู้วิชาประวัติศาสตร์
ความหมาย คือ ผู้นำความรู้ทางประวัติศาสตร์มาพัฒนาให้ผู้เรียนเกิดความรู้ เจตคติและทักษะในการใช้กระบวนการวิทยาศาสตร์ในการแสวงหาความจริงและความจริงแท้จะต้องศึกษาผลงานของนักประวัติศาสตร์และเลือกเนื้อหาที่เหมาะสมกับวัยของผู้เรียน โดยต้องเป็นไปตามจุดประสงค์ของหลักสูตรและสอดคล้องธรรมชาติของประวัติศาสตร์ทักษะที่สามารถนำมาใช้ในการเรียนสาระประวัติศาสตร์ ที่ผู้เรียนควรได้รับการพัฒนาจากครูผู้สอนจนเกิดเป็นนิสัยในด้าน ต่าง ๆ ดังนี้
1. ทักษะการคิด เช่น การสรุปความคิด การแปลความ การวิเคราะห์ หลักการและนำไปใช้ตลอดจนการคิดอย่างมีวิจารณญาณ
2. ทักษะการแก้ปัญหา เช่น ความสามารถในการตั้งคำถาม การตั้งสมมติฐานอย่างมีระบบ การรวบรวมและวิเคราะห์ข้อมูล การทดสอบ สมมติฐานและสรุปเป็นหลักการ
3. ทักษะในการเรียน เช่น ความสามารถในการแสวงหาข้อมูลความรู้ โดยการอ่าน ฟัง สังเกต ความสามารถในการสื่อสารการพูด การเขียน การนำเสนอ การตีความ สร้างแผนภูมิ แผนที่ จดบันทึก การใช้เทคโนโลยีและสื่อสารสนเทศต่างๆ ให้เป็นประโยชน์ต่อการแสวงหาความรู้
4. ทักษะกระบวนการกลุ่ม เช่น การทำงานร่วมกับเพื่อนได้ การเป็นผู้นำ ผู้ตามที่ดี การมีส่วนร่วมในการกำหนดเป้าหมายของกลุ่มตามที่ได้รับมอบหมายได้
5. ทักษะอื่นๆที่ผู้สอนได้พิจารณาแล้วเห็นว่า มีความเหมาะสมนำมาจัดกิจกรรมด้านการเรียนการสอนในแต่ละครั้ง

กระบวนการจัดการเรียนรู้
ความหมายกระบวนการ คือ กรรมวิธี หรือลำดับการกระทำซึ่งดำเนินการต่อเนื่องกันตั้งแต่เริ่มต้น จนกระทั่งสำเร็จลง ณ ระดับหนึ่ง กระบวนการจัดการเรียนรู้ ที่ผู้สอนควรมีการปฏิบัติอย่างสม่ำเสมอเพื่อให้เกิดประสิทธิภาพต่อการสอนแต่ละครั้ง ดังนี้
1. เลือกวิธีการนำเข้าสู่บทเรียน
2. เลือกรูปแบบการจัดการเรียนรู้ให้สอดคล้องกับผลการเรียนรู้ว่า มุ่งไปในทิศทางใด เน้นคุณธรรม จริยธรรม และค่านิยม
3. ให้ผู้เรียนมีส่วนร่วมทำกิจกรรม ตามขั้นตอนของรูปแบบการเรียนรู้ ผู้เรียนที่มีความสามารถแตกต่างกัน ไม่จำเป็นต้องทำกิจกรรมเหมือนกัน
4. เน้นกิจกรรมที่ทำงานเป็นทีมมากกว่าทำตามลำพัง
5. กิจกรรมที่ให้ผู้เรียนปฏิบัติต้องนำเทคนิคและวิธีการต่างๆ มาเป็นเครื่องมือให้ผู้เรียนบรรลุตามผลการเรียนรู้
6. กิจกรรมที่ปฎิบัติ ควรสอดคล้องกับชีวิตประจำวันและชีวิตจริง
7. กิจกรรมที่ผู้เรียนปฎิบัติมีทั้งในห้องเรียนและนอกห้องเรียน
8. เปิดโอกาสให้ผู้เรียนฝึกฝนและถ่ายทอดการเรียนรู้ไปสู่สถานการณ์ใหม่ ๆ พร้อมทั้งทำให้เกิดความจำระยะยาว
9. ตรวจสอบความเข้าใจ โดยให้ผู้เรียนสรุป ทั้งส่งเสริมให้เชื่อมโยงสิ่งที่เรียนรู้และที่จะเรียนต่อไปกระบวนการเรียนการสอนประวัติศาสตร์กระบวนการ คือ แนวทางการดำเนินงานเรื่องใดเรื่องหนึ่งอย่างมีลำดับขั้นตอน ที่ต่อเนื่องตั้งแต่ต้นจนจบ
ขั้นตอนที่กล่าวนี้มีการทดลองใช้แล้วพบว่า ช่วยให้การดำเนินงานมีประสิทธิภาพ นำไปสู่ความสำเร็จตามเป้าหมายโดยใช้เวลาและทรัพยากรน้อยที่สุด กระบวนการที่นำเสนอนี้เป็นเพียงส่วนหนึ่งที่ผู้สอนสามารถนำไปใช้จัดการเรียนการสอน ดังนี้
1. การสอนโดยใช้วิธีการทางประวัติศาสตร์ ในการจัดการเรียนการสอนควรเน้นให้ผู้เรียนศึกษาค้นคว้าด้วยวิธีการทางประวัติศาสตร์และเน้นตัวผู้เรียนเป็นสำคัญ ฝึกการทำโครงงานเกี่ยวกับประเด็นทางประวัติศาสตร์ที่พอเหมาะกับวัย มีการศึกษานอกสถานที่ เพื่อศึกษาค้นคว้าโบราณสถาน โบราณวัตถุที่สำคัญๆในท้องถิ่นของตนเอง และพิพิธภัณฑสถานที่สามารถนำนักเรียนไปได้ ครูเป็นผู้ให้ผู้เรียนรู้จักคิด รู้จักแก้ปัญหา เพื่อนำความรู้ที่ได้จากการเรียนประวัติศาสตร์มาใช้ในการพัฒนาตนเอง สังคมและประเทศชาติ วิธีการทางประวัติศาสตร์ มี 5 ขั้นดังนี้
1) กำหนดปัญหา หรือเรื่องที่จะเรียนรู้ ครูและผู้เรียนควรมีการวางแผนการเรียนรู้ร่วมกันตั้งแต่ต้น แล้วกำหนดหัวข้อหรือประเด็นที่จะเรียนรู้ ได้แก่
- ต้องการเรียนรู้เกี่ยวกับเรื่องอะไร
- เรื่องนี้เกิดขึ้นที่ไหน
- เมื่อไร
- เป็นเรื่องเกี่ยวกับใครบ้าง
- เป็นเหตุการณ์ด้านไหน
- ทำไมจึงเกิดเรื่องนี้ขึ้น
- ฯลฯ
การจัดการจัดการเรียนการสอนทุกครั้งควรมีการร่วมกันสรุปและบันทึกข้อมูลไว้ให้ชัดเจน
2) สำรวจข้อมูล เพื่อแสวงหาความรู้ต่างๆที่เกี่ยวข้องโดยการรวบรวมข้อมูลหลักฐานที่พอจะหาได้ในท้องถิ่น เพื่อให้ได้ในสิ่งที่ต้องการจะเรียนรู้ ได้แก่
- สิ่งทั้งหลาย เช่น ข้อมูลบุคคล สื่อต่างๆ โบราณสถาน ฯ ที่ให้ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับเรื่องที่ต้องการจะเรียนรู้
- นำมาประมวลผล หรือตีความร่วมกันสรุปเรียบเรียงใหม่ เป็นความรู้ใหม่ หรือว่าจะยืนยันความจริงตามข้อมูลที่มีอยู่เดิม
- แหล่งข้อมูลทางประวัติศาสตร์ หมายถึง หลักฐานทางประวัติศาสตร์ ซึ่งต้องไปสำรวจ สัมภาษณ์ด้วยตนเอง แล้วบันทึก หัวข้อสัมภาษณ์ เช่น สัมภาษณ์ใคร เรื่องอะไร, เมื่อไร,ที่ไหน,ใครเป็นผู้ให้สัมภาษณ์
3) รวบรวมข้อมูลจากที่สำรวจมา ซึ่งข้อมูลที่ได้มาน่าจะมาจาก 2 ประเภท คือ
- ข้อมูลจากการอ่านจากหนังสือ ,จากสื่อต่างๆ แล้วนำมาตีความให้เข้าใจความหมายของเรื่อง ขณะอ่าน หากอ่านละเอียดแล้วพบว่าข้อมูลที่ได้มาผิดพลาด ให้ตัดข้อมูลนั้นออกไป
- ข้อมูลจากการสัมภาษณ์ การทำรายงานบางเรื่องต้องอาศัยข้อมูลประเภทบอกเล่า จากคำบอกเล่าของผู้รู้ในท้องถิ่น จากผู้สูงอายุภูมิปัญญาของชุมชน ในกรณีที่มีผู้สัมภาษณ์เรื่องนั้น ๆ ที่เราต้องการรู้ไว้แล้ว สามารถนำเรื่องนั้นมาประกอบการเรียนรู้ได้เลย แต่ถ้ายังไม่มี ควรออกไปสัมภาษณ์ด้วยตนเองแล้วบันทึกไว้ข้อมูลจากการอ่านก็ดี ข้อมูลจากการสัมภาษณ์ก็ดี เมื่อได้ข้อมูลเหล่านี้มาแล้วนำมาตีความให้ได้ข้อยุติ และมีการถกเถียงร่วมกัน อภิปรายร่วมกันวิพากษ์วิจารณ์ร่วมกัน หลักการตีความ มี 2 ลักษณะ คือ
o การตีความในแนวดิ่ง ยึดประเด็นของตัวปัญหาเป็นสำคัญ มากกว่าตามลำดับก่อนหลัง
o -การตีความในแนวราบ ยึดลำดับก่อนหลัง (เวลา) เป็นสำคัญ
4) การสังเคราะห์ เพื่อสร้างองความรู้ใหม่ (หลังจากการตีความ ถกเถียง อภิปราย ตามข้อ 3) แล้วนำข้อมูลมาจัดระเบียบผสมกลมกลืนเข้าด้วยกัน (สังเคราะห์ใหม่) โดยอาศัยปัจจัยอื่น ๆ เช่น การเขียนโครงเรื่องของเรื่องที่จะเรียนรู้ร่วมกัน เริ่มต้นดังนี้
- เขียนหัวเรื่องใหญ่
- แต่ละหัวข้อเรื่องใหญ่ แบ่งเป็นข้อย่อย มีอะไรบ้าง เมื่อเขียนเป็นโครงเรื่องแล้ว หากพบว่าข้อมูลที่ได้มาไม่เพียงพอ ก็สำรวจเพิ่มเติมได้
5) เรียบเรียงและนำเสนอ หลังจากนำข้อมูลที่ได้มาตีความแล้วและร่วมกันสังเคราะห์แล้วเสร็จเป็นเรื่องราวที่ได้เรียนรู้ร่วมกันมีการบันทึกข้อมูล นำเสนอให้ผู้เกี่ยวข้องทราบด้วยวิธีการต่าง ๆ เช่น รายงานปากเปล่า เขียนรายงานอภิปราย จัดนิทรรศการ ฯลฯ จากกิจกรรมข้อ 1) - 5) ถือว่า ได้ดำเนินการวิธีการทางประวัติศาสตร์
2. กระบวนการสอนด้วยเพลง มีขั้นตอนที่นำเสนอให้ผู้สอน นำไปจัดกิจกรรมการเรียนรู้แก่ผู้เรียน ดังนี้
1) อ่านเนื้อเพลงที่เกี่ยวกับเรื่องที่จะเรียนรู้นั้น ๆ
2) ครูร้องเพลงให้ผู้เรียนฟัง 1 จบ หรือจะเปิดเทปบันทึกเสียงเพลงให้ฟัง แล้วแต่ความสะดวก
3) ฝึกผู้เรียนร้องตามเป็นวรรค ๆ
4) ผู้เรียนร้องเพลงร่วมกันทั้งห้อง หรือแบ่งกิจกรรมร้องเพลงตามที่ผู้สอน ผู้เรียนเห็นว่าเหมาะสม
5) ร่วมกันสรุปเนื้อหาสาระที่ได้จากเพลง
6) อภิปรายและสรุปผลดี / ผลเสีย
7) ผู้เรียนร่วมกันบอกและสรุปความรู้สึกจากเนื้อเพลง
ร่วมกันสรุปสิ่งที่สามารถนำมาใช้ / ประยุกต์ใช้ในปัจจุบัน
3. กระบวนการสอนแบบ CIPPA มีขั้นตอนนำเสนอให้ผู้สอน นำไปจัดกิจกรรมแก่ผู้เรียน ดังนี้
1) ทบทวนความรู้เดิม
2) แสวงหาความรู้ใหม่
3) ศึกษาทำความเข้าใจเรื่องที่จะเรียนรู้
4) แลกเปลี่ยนความรู้ ความเข้าใจกับกลุ่ม
5) สรุปและจัดองค์ความรู้ใหม่ที่ได้
6) นำเสนอผลงาน / ชิ้นงาน
7) ประยุกต์สิ่งที่ได้เรียนรู้ (ความรู้) นำไปประยุกต์ใช้
4. กระบวนการสอนแบบศูนย์การเรียน มีขั้นตอนนำเสนอผู้สอน นำไปจัดกิจกรรมแก่ผู้เรียน ดังนี้
1) ทดสอบก่อนเรียน
2) นำเข้าสู่บทเรียน
3) การปฎิบัติกิจกรรมการเรียนรู้ ตามศูนย์การเรียน
4) การสรุปความรู้จากศูนย์การเรียน
5) การประเมินผลการเรียน
5. กระบวนการสอนแบบปาฐกถา มีขั้นตอนนำเสนอผู้สอน นำไปจัดกิจกรรมแก่ผู้เรียน ดังนี้
1) ขั้นเตรียมการสอน
2) ขั้นสอน
3) ขั้นร่วมอภิปรายและร่วมซักถาม
4) ขั้นร่วมทำกิจกรรม
5) ขั้นร่วมประเมินผล
5. กระบวนการสอนแบบอภิปราย มีขั้นตอนนำเสนอผู้สอน นำไปจัดกิจกรรมแก่ผู้เรียน ดังนี้
1) วางแผนการสอน (ผู้สอนและผู้เรียนควรมีการวางแผนการสอน ก่อนสอนร่วมกัน)
2) ดำเนินการสอน (ตามข้อตก จัดกิจกรรมตามลำดับยากง่ายทุกฝ่ายมีส่วนร่วม)
3) ประเมินผล (ผลที่ได้จากการประเมิน นำมาพัฒนา หรือปรับปรุง ในคราวต่อไป)
6. กระบวนการเรียนรู้ด้วยตนเอง มีขั้นตอนนำเสนอผู้สอน นำไปจัดกิจกรรมแก่ผู้เรียน ดังนี้
1) ผู้สอนควรรู้จักลักษณะนิสัยหรือพฤติกรรมรายคนเป็นอย่างดี
2) นำเสนอกิจกรรมให้ผู้เรียนประเมินวิธีการเรียนรู้ของตนเอง
3) ให้แนวทางในการวางแผนการเรียนรู้ด้วยตนเอง แก่ผู้เรียน
4) ร่วมให้คำปรึกษา สนับสนุน ติดตามความก้าวหน้าในการเรียนรู้ด้วยตนเองของผู้เรียน
5) ประเมินผลการปฏิบัติงาน ให้ผู้เรียนมีส่วนร่วมการประเมินผล นำผลที่ได้ไปปรับปรุง/พัฒนาต่อ
7. กระบวนการสอนแบบคิดอย่างมีวิจารณญาณ มีขั้นตอนนำเสนอผู้สอน นำไปจัดกิจกรรมผู้เรียน ดังนี้
1) ระบุปัญหา (ยกกรณีตัวอย่างที่เป็นปัญหา) และทำความเข้าใจประเด็นปัญหา
2) รวบรวมข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับปัญหานั้น ๆ
3) ศึกษาข้อมูลให้เข้าใจให้ชัดเจน
4) กำหนดลักษณะของข้อมูลนั้นๆ ว่าเป็นข้อมูลประเภทไหน
5) ตั้งข้อสงสัย หรือสมมติฐานนั้นๆ เพื่อหาแนวทาง วิธีดำเนินการแก้ปัญหาต่อไป
6) ร่วมสรุปประเด็นสำคัญที่สามารถดำเนินการแก้ปัญหาได้
7) ผู้สอน ผู้เรียน ร่วมประเมินผลร่วมกัน
นำผลที่ได้ ไปประยุกต์ใช้ ส่วนที่ดีก็ขยายผลต่อไป ส่วนที่ยังบกพร่องก็ปรับปรุงต่อไป

การสอนแบบโครงงาน
โครงงาน หมายถึง การจัดการเรียนรู้ที่ทำให้ผู้เรียนได้ศึกษาค้นคว้าในเรื่องราวที่ผู้เรียน มีความสนใจ และเกิดปัญหาข้อสงสัยในการค้นคว้าหาคำตอบด้วยวิธีการที่หลากหลายในการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ตามหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน 2544 สามารถจัดรูปของโครงงานออกเป็น 2 รูปแบบ ดังนี้
1. โครงงานตามกลุ่มสาระการเรียนรู้ และสาระการเรียนรู้ คือ โครงงานวิชาต่าง ๆ แยกตามรายวิชา
2. โครงงานตามความสนใจ คือ โครงงานที่บูรณาการวิชาต่าง ๆ และสาระการเรียนรู้เข้าไว้ด้วยกันวิชาสังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม มีลักษณะที่เป็นการนำศาสตร์ต่าง ๆ มารวมกัน เช่น พุทธศาสนา เศรษฐศาสตร์ ภูมิศาสตร์ ประวัติศาสตร์ หน้าที่พลเมือง โดยที่จะทำการบูรณาการเนื้อหาของสาระต่าง ๆ เข้าไว้ด้วยกัน โดยจะมีการแบ่งเนื้อหาออกเป็น 5 สาระการเรียนรู้ โดยในทุกระดับชั้นตั้งแต่ ม.1 - ม.6 จะเรียนเนื้อทั้ง 5 สาระการเรียนรู้ แต่จะยากง่ายแตกต่างกันไปตามระดับชั้นที่เรียนจากที่กล่าวมาจะเห็นได้ว่า กลุ่มสาระสังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม มีขอบข่ายเนื้อหาค่อนข้างกว้าง ในการที่จะสอนให้นักเรียนทำโครงงานในรายวิชาสังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม สามารถที่จะทำได้เช่นวิชาอื่น ๆ และถือได้ว่าการทำโครงงานในวิชาสังคมศึกษาเป็นลักษณะโครงงานตามสาระการเรียนรู้
โครงงานจะแบ่งออกเป็นประเภท 4 ประเภท คือ
1. โครงงานสำรวจ
เป็นโครงงานที่ศึกษาค้นคว้าโดยการสำรวจรวบรวมข้อมูลเรื่องใด เรื่องหนึ่ง ภายใต้ประเด็นหัวข้อที่จะศึกษา และต้องนำข้อมูลที่ได้ มาทำการวิเคราะห์ข้อมูลเพื่อทำให้ทราบถึงผลการศึกษาที่ได้จากการสำรวจและรวบรวมข้อมูล ซึ่งในการนำเสนอโครงงานประเภทนี้ อาจจะออกมาในรูปแบบของ ตาราง แผนภูมิ แผนผัง กราฟ เป็นต้นตัวอย่างโครงงานสังคมศึกษา ประเภทสำรวจ เช่น
1.1 การสำรวจทัศนคติของวัยรุ่นต่อการเข้าวัด
1.2 สำรวจแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติจังหวัดของเรา
1.3 สำรวจความคิดเห็นเยาวชนไทยในการอนุรักษ์วัฒนธรรมพื้นบ้าน
2. โครงงานศึกษา ค้นคว้า ทดลอง
เป็นโครงงานที่ศึกษา ค้นคว้า ในเรื่องใดเรื่องหนึ่ง โดยเฉพาะเป็นเรื่องที่นักเรียนสนใจ และต้องการรู้เรื่องราวรายละเอียดอย่างลึกซึ้ง ซึ่งโครงงานประเภทนี้อาจจะพัฒนามาจากโครงงานสำรวจ เพราะเมื่อได้ข้อมูลจากการสำรวจมาแล้ว อยากทราบถึงรายละเอียดต่าง ๆ มากขึ้น จึงทำเป็นโครงงานศึกษาค้นคว้าเพิ่มเติม
โครงงานประเภททดลอง ส่วนใหญ่มักเป็นโครงงานวิทยาศาสตร์ ส่วนโครงงานสังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม ส่วนใหญ่เป็นโครงงานศึกษาค้นคว้าเท่านั้น
ตัวอย่างโครงงานสังคมศึกษา ประเภทศึกษา ค้นคว้า ทดลอง
2.1 ศึกษาพัฒนาการของตัวอักษรไทย
2.2 พระเจ้าอู่ทองมาจากไหน
2.3 เจดีย์ยุทธหัตถีตั้งอยู่ที่สุพรรณบุรีจริงหรือไม่
2.4 พระสุพรรณกัลยามีตัวตนจริงหรือไม่
3. โครงงานสิ่งประดิษฐ์เป็นโครงงานที่นำองค์ความรู้ที่มีอยู่มาผสมผสานกับความคิดสร้างสรรค์เพื่อให้ได้สิ่งประดิษฐ์สิ่งใหม่ที่ยังไม่มีใครเคยคิดหรือประดิษฐ์มาก่อน หรือเป็นสิ่งประดิษฐ์ที่พัฒนาหรือปรับปรุงมาจากสิ่งประดิษฐ์ที่มีอยู่แล้วให้ดียิ่งขึ้น
ในการทำโครงงานสิ่งประดิษฐ์นี้จำเป็นต้องอาศัยองค์ความรู้ที่มีพื้นฐานในการทำงาน โดยอาจมาจากการสำรวจ ศึกษาค้นคว้า หรือได้ทฤษฎีมาก่อน ซึ่งสิ่งต่าง ๆ ที่กล่าวมานี้ย่อมเป็นรากฐานที่ดีต่อการสร้างสรรค์โครงงานสิ่งประดิษฐ์
ตัวอย่างโครงงานสังคมศึกษาประเภทสิ่งประดิษฐ์
3.1 แบบจำลองผังเมืองของหมู่บ้านโปรตุเกส
3.2 ขนมไทยตำรับสมัยพระนารายณ์
3.3 เครื่องแยกขยะในโรงเรียน
3.4 เครื่องมือเครื่องใช้ในการจับสัตว์น้ำที่ทำมาจากวัสดุและภูมิปัญญาพื้นบ้าน
4. โครงงานทฤษฎี
เป็นโครงงานที่นำเสนอทฤษฎีใหม่เกี่ยวกับเรื่องใดเรื่องหนึ่งที่สนใจ หรือเป็นการขยายแนวคิดของทฤษฎีเดิม โดยทฤษฎีที่เสนอนั้นต้องผ่านการพิสูจน์ด้วยกฎเกณฑ์และเป็นที่ยอมรับของคนโดย ทั่วไป ผู้เสนอทฤษฎีต้องมีความรู้ในทฤษฎีนั้น ๆ อย่างแท้จริง และลึกซึ้ง จึงจะสร้างทฤษฎีใหม่ขึ้นมาได้ โครงงานประเภททฤษฎี แยกได้เป็น 2 ประเด็น
ประเด็นแรก เป็นการสร้างทฤษฎี
ประเด็นที่สอง เป็นการพิสูจน์ทฤษฎีที่มีอยู่แล้วเพื่อหาข้อเท็จจริงในการประยุกต์เอาโครงงานทฤษฎีมาปรับใช้กับโครงงานสังคมศึกษาเป็นประเด็นที่สอง การพิสูจน์ทฤษฎีที่มีอยู่เพื่อหาข้อเท็จจริง

ตัวอย่างโครงงานสังคมศึกษาประเภทโครงงานทฤษฎี
คนไทยมาจากไหน
จากที่กล่าวมาจะเห็นว่ากลุ่มสาระสังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม สามารถที่จะทำโครงงานได้ทุกสาระ แต่ในระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ภาคปลายได้มีการจัดการเรียนการสอนสาระประวัติศาสตร์เป็นหลัก จึงเน้นการทำโครงงานประวัติศาสตร์เท่านั้น







ความเหมือนและความแตกต่างระหว่างรายงานกับโครงงาน

รายงาน โครงงาน
1. การกำหนดประเด็นในการศึกษา
ในรายงานครูเป็นผู้กำหนดประเด็นให้ 1. การกำหนดประเด็นในการศึกษา
ในการทำโครงงาน เกิดจากความสนใจของนักเรียนโดยครูจะกำหนดขอบเตกว้าง ๆ ไว้ เพื่อให้นักเรียนไม่หลงประเด็นในการศึกษา
2. การกำหนดสมมติฐาน
สำหรับรายงานไม่จำเป็นต้องมีสมมติฐานแต่ต้องมีหัวข้อย่อยไว้เพื่อศึกษา 2. การกำหนดสมมติฐาน
โครงงานจำเป็นต้องมีสมมติฐาน เพื่อเป็นแนวทางในการศึกษา ค้นหาคำตอบ
3. การชี้แจงวัตถุประสงค์
ความเป็นมาของปัญหาอาจมีการบอกวัตถุประสงค์ แต่ไม่จำเป็นต้องชี้แจงเหตุผลความเป็นมาของปัญหา 3. การชี้แจงวัตถุประสงค์
ความเป็นมาของปัญหาสำหรับโครงงานต้องบอกวัตถุประสงค์และความเป็นมาของปัญหา
4. แหล่งเรียนรู้
สำหรับการทำรายงานจะใช้แหล่งเรียนรู้ที่ไม่หลากหลาย อาจค้นคว้าจากเอกสารเท่านั้น 4. แหล่งเรียนรู้
สำหรับการทำโครงงานจะใช้แหล่งเรียนรู้ ที่หลากหลาย เช่น การเก็บข้อมูลภาคสนาม การค้นคว้าจากเอกสารต่าง ๆ และจากการสัมภาษณ์ผู้รู้เป็นต้น
5. ทักษะการคิด
ในการทำรายงานจะได้ความรู้จากการค้นคว้าเท่านั้น 5. ทักษะการคิด ในการทำโครงงานส่งเสริมให้เกิดการคิด ค้นคว้า หาคำตอบอย่างเป็นระบบ



โครงงานประวัติศาสตร์
โครงงานประวัติศาสตร์ หมายถึง วิธีการศึกษาค้นคว้าเรื่องราวในอดีต ด้วยการใช้ทักษะวิธีการทางประวัติศาสตร์
วิธีการทางประวัติศาสตร์ หมายถึง กระบวนการในการแสวงหาข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์ซึ่งเกิดขึ้นจากการค้นคว้าหาหลักฐานทางประวัติศาสตร์ ทั้งที่เป็นหลักฐานประเภทลายลักษณ์อักษรและหลักฐานประเภทอื่น ๆ เพื่อสามารถอธิบายและวิเคราะห์เหตุการณ์ประวัติศาสตร์ได้อย่างสมเหตุสมผล วิธีการทางประวัติศาสตร์ประกอบด้วยขั้นตอน 5 ขั้น ดังนี้
1. การกำหนดจุดมุ่งหมาย โดยการตั้งประเด็นคำถาม เช่น ศึกษาเรื่องอะไร ในช่วงเวลาใด ทำไมหรือทำเพราะอะไร เพื่อเป็นแนวทางในการแสวงหาคำตอบอย่างมีเหตุผล
2. การค้นหาและรวบรวมหลักฐาน เพื่อหาข้อมูลจากหลักฐานทางประวัติศาสตร์จากแหล่งต่าง ๆ
3. การวิเคราะห์หลักฐาน เพื่อตรวจสอบและประเมินค่าความน่าเชื่อถือของหลักฐานที่ รวบรวมไว้
4. การสรุปข้อเท็จจริง เพื่อตอบคำถามหรือตอบจุดมุ่งหมายที่กำหนด
5. การนำเสนอ เพื่ออธิบายเรื่องที่ศึกษาอย่างสมเหตุสมผล
ขั้นตอนในการทำโครงงานประวัติศาสตร์ในการทำโครงงานประวัติศาสตร์ มีขั้นตอนการทำดังต่อไปนี้
1. กำหนดจุดมุ่งหมาย โดยตั้งประเด็นคำถามว่าจะทำการศึกษาเรื่องอะไร
ตัวอย่าง
ทำไมอยุธยาจึงมีต้นพุทรามาก ประเด็นปัญหาดังกล่าว อาจเกิดจากการที่ นักเรียน เกิดข้อสงสัยเมื่อไปจังหวัดพระนครศรีอยุธยาและพบว่า บริเวณพระราชวังโบราณมีต้นพุทรามาก จากประเด็นข้อสงสัยก่อให้เกิดการตั้งสมมุติฐาน สมมติฐานเป็นคำตอบชั่วคราวที่ตั้งขึ้นเพื่อตอบประเด็นปัญหาที่นักเรียนเกิดข้อสงสัย สมมุติฐานอาจจะไม่ใช่คำตอบที่ถูกต้องเสมอไป เพียงแต่ตั้งไว้เพื่อเป็นกรอบหรือเป็นแนวทางในการศึกษาค้นคว้าหาข้อมูล เพราะประวัติศาสตร์เป็นเรื่องราวที่เกิดขึ้นในอดีต หากมีการค้นพบหลักฐานใหม่ก็สามารถทำให้ข้อมูลที่มีอยู่เกิดการเปลี่ยนแปลงได้
ตัวอย่าง สมมุติฐาน
ข้อที่ 1 พระมหากษัตริย์สมัยอยุธยาโปรดเสวยพุทรา
ข้อที่ 2 พม่านำต้นพุทรามาปลูกเพื่อเป็นเสบียงในขณะตั้งทัพ
จะเห็นได้ว่าสมมุติฐานอาจมีหลายข้อ ซึ่งแต่ละคนอาจจินตนาการเกี่ยวกับประเด็นปัญหาแตกต่างกันออกไป จึงทำให้เกิดสมมติฐานที่ต่างกันตามความรู้ของแต่ละคน ในการตั้งสมมติฐานของนักเรียนเพื่อความง่ายต่อการศึกษาควรตั้งเพียงประเด็นเดียว และควรเป็นประเด็นที่ชัดเจน
2. การศึกษาค้นคว้าและรวบรวมหลักฐาน สามารถทำได้หลายวิธี เช่น การสัมภาษณ์จากผู้รู้ การค้นค้าจากเอกสารสิ่งพิมพ์และสื่ออิเล็กทรอกนิกส์ต่าง ๆ การสำรวจหรือการเก็บข้อมูลภาคสนามให้ได้ข้อมูลต่าง ๆ เกี่ยวกับประเด็นที่นักเรียนได้ตั้งไว้
3. การวิเคราะห์หลักฐาน เป็นการนำข้อมูลที่ได้จากการศึกษาวิธีการต่าง ๆ มาวิเคราะห์ความน่าจะเป็น ตลอดจนเชื่อมโยงเหตุผล และวิเคราะห์ว่าข้อมูลต่าง ๆ ที่ได้สามารถตอบสมมุติฐานที่ตั้งไว้ได้หรือไม่ อย่างไรตัวอย่าง จากข้อมูลที่ศึกษาค้นคว้าได้ไม่เป็นไปตามสมมติฐานที่ตั้งไว้ข้างต้น เพราะจากการศึกษาค้นคว้าข้อมูลจากแหล่งต่าง ๆ พบว่า ต้นพุทราที่มีอยู่มากมายภายในบริเวณพระราชวังโบราณนั้นเพิ่งมีการนำมาปลูกไว้ในสมัยรัชกาลที่ 5
4. การสรุปข้อเท็จจริง เป็นการนำข้อมูลที่ได้จากการศึกษาค้นคว้าตามขั้นตอนทั้งหมดมาเรียบเรียง และเขียนเป็นรายงานผลการศึกษา ว่าได้ความรู้อะไรมาบ้าง ตรงกับสมมติฐานที่ตั้งไว้หรือไม่ อย่างไร
5. การนำเสนอ การนำเสนอข้อมูลที่ได้จากการศึกษาค้นคว้ามีวิธีการนำเสนอได้ในรูปแบบต่าง ๆ เช่น การนำเสนอหน้าชั้นเรียน การจัดป้ายนิเทศ เป็นต้นในการศึกษาเรื่องราวทางประวัติศาสตร์ ข้อมูลที่ได้ ณ ช่วงเวลานั้น ๆ ไม่สามารถสรุปได้ว่าถูกต้องทั้งหมด เพราะเรื่องราวประวัติศาสตร์เป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในอดีต ไม่มีใครสามารถบอกได้ว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนั้นถูกต้องจริง อาจจะมีการค้นพบหลักฐานใหม่ ๆ ได้ ในอดีตการสรุปข้อมูลทางประวัติศาสตร์จึงมักจะใช้คำว่า “มีความน่าจะเป็น” มากกว่าการสรุปว่า คำตอบที่ได้นั้นถูกต้องแน่นอน

(ตัวอย่าง)
ใบงาน
โครงงานประวัติศาสตร์
คำสั่ง ให้นักเรียนทำโครงงานประวัติศาสตร์ ตามขั้นตอน ดังต่อไปนี้ โดยให้นักเรียนแบ่งกลุ่มกลุ่มละ 2 คน
1. ชื่อเรื่องปัญหา
2. ความสำคัญและความเป็นมาของปัญหา
3. วัตถุประสงค์
4. สมมุติฐาน
5. วิธีการศึกษาค้นคว้า
6. ผลการศึกษา และอภิปรายผล
7. ประโยชน์และข้อเสนอแนะ
8. ความรู้สึกต่อการทำโครงงาน
9. เอกสารอ้างอิง
10. ประเมินผลโครงงาน
นักเรียนสามารถสืบค้นข้อมูลได้จากสื่ออิเลคทรอนิกส์ ซึ่งนักเรียนสามารถค้นหาได้จากเว็บไซต์ที่ได้จัดเตรียมไว้ให้ นอกจากนี้นักเรียนสามารถค้นหาเว็บไซต์เพิ่มเติมได้ด้วยตนเอง
www.Krungri.com/Krungsri Documentary/ www.mydmobile.com
www.heritage.thaigov.net
www.thaiheritage.org
www.1.mod.go.th
www.geocities.com/thaiherritage/
www.thailandmuseum.com
www.watthaitour.com
Shalowan.www2.50megs.com
www.e-learning.sg.or.th
www.ocean5mile.com

(ตัวอย่าง)
แบบประเมินโครงงานประวัติศาสตร์

คำชี้แจง โปรดทำเครื่องหมาย ลงในช่องที่ตรงกับความคิดเห็นของท่านมากที่สุด

เกณฑ์การประเมิน
4 หมายถึง มีมากที่สุด
3 หมายถึง มีบ้าง
2 หมายถึง มีน้อย
1 หมายถึง มีไม่เพียงพอ
0 หมายถึง ไม่ปรากฏสาระของโครงงาน

ข้อที่ รายการ ระดับความคิดเห็น
0 1 2 3 4
1 หัวข้อโครงงานน่าสนใจ
2 เนื้อหาละเอียดชัดเจนครอบคลุมหัวข้อ
3 สมมุติฐานเหมาะสมกับข้อคำถาม
4 วิธีการศึกษา ค้นคว้าหาข้อมูลใช้หาคำตอบได้
5 หลักฐานในการศึกษามีความหลากหลาย

(ตัวอย่าง)
แบบเสนอโครงงาน
โครงงานยุวประวัติศาสตร์ท้องถิ่น
---------------------------------------------
ตอนที่ 1
ชื่อโรงเรียน ...........................................................................................................................
ชื่ออาจารย์ที่ปรึกษา .............................................................................................................
ชื่อนักเรียน 1...........................................................................................................
2.............................................................................................................
3..............................................................................................................
ตอนที่ 2
ชื่อเรื่อง ......................................................................................................................................

ความสำคัญ
............................บอกความสำคัญ........................................................................................
.....................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................บอกข้อสงสัย...........................................................................................
.........................................................................................................................................................................................................................................................................................................................
คำถามการวิจัย
1. .......................................................................................................................................
2. .......................................................................................................................................

วิธีการศึกษาข้อมูล
1. การสัมภาษณ์
สัมภาษณ์แบบกลุ่ม
- สัมภาษณ์ใคร........ในชุมชนอายุระหว่าง 50-100 ปี
สัมภาษณ์เชิงลึก
- ใคร 1
- ใคร 2
- ใคร 3
2. การสังเกต (อะไร)
- สังเกต อะไร ที่ไหน เมื่อไร
3. ศึกษาเอกสาร
- ....เอกสารอะไร ที่ไหน
- ...................................................................................................
- ...................................................................................................
- ...................................................................................................
ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ
1. ได้ทราบประวัติ.....ของ.....................................................................................................
2. ได้ทราบ.............................................................................................................................
3. ได้ทราบ.............................................................................................................................
  • หน้าที่:
  • 1
ใช้เวลาในการร่างหน้านี้: 0.88 วินาที